ปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้รับการสะสาง จนทับถม พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ มันกำลังจะมาระเบิด
พร้อมๆ กันในเดือนนี้
ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือ ปัญหาทางการเมือง ทั้งในสภาและนอกสภา
ในสภานั้น คงเป็นประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่
พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย แต่ถึงอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลก็คงยื่นญัตติให้ประธานสภาผู้
แทนราษฎรบรรจุในวาระ แบบไปตายเอาดาบหน้า
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งแม้ว่า
จะยังไม่รู้ว่าใครจะถูกอภิปรายบ้าง ต่ก็ทำให้รัฐบาลหนาวๆ ร้อนๆ พอสมควร เพราะเผลอๆ
ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะพาลมามีผลกระทบถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียด้วยน่ะซิ
ส่วนการเมืองนอกสภานั้น ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า นับวันกลุ่มเสื้อแดง ของแนวร่วม
ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ก็เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งใกล้
วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000บาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศร้อนระอุ
อย่างยิ่ง
นี่ไม่นับเรื่องทางเศรษฐฏิจ ที่ไจก้า ของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เหลืออดกรณีนิคมอุตสาหกรรม
มาบตาพุด จนต้องออกมายื่นคำขาดให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้เสร็จภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้น
ทัพนักลงทุนญี่ปุ่นก็จะถอนการลงทุนจากเมืองไทย ไปที่อื่นแทน
และเรื่องของทหาร ที่ผู้บัญชาการทหารบกถูกผู้ใต้บังคับบัญชาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
จนต้องหาเหตุสั่งพักราชการ และให้ทหารระดับคุมกำลังออกมาตบเท้าแสดงพลังกันอย่างแข็งขัน
และนำไปสู่ข่าวลือเรื่องการปฏิวัติ จนนักลงทุนทั้งไทยและเทศขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน
ถึงวันนี้ เราก็คงต้องยอมรับความจริงว่า นับแต่นี้ไป ความรักในสังคมไทยคงยากที่จะ
กลับมามีเหมือนเดิมได้อีก และแม้ว่า รัฐบาลจะพร่ำพรรณนาว่าจะสร้างความสมานฉันท์ แต่
ดูเหมือนว่า รัฐบาลเองนั่นแหละที่เป็นตัวสร้างความร้าวฉานเสียเอง
ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ใครคิดออกบ้างว่า เราจะทำอย่างไรกันดี