หลังจากที่ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ซึ่งประกอบด้วย จีน และอาเซียนอีก 10
ประเทศ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ส่งผลให้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน กลายเป็นเขต
การค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรรวมกันกว่า 1,900 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติรวมกัน
6,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการค้ากว่า 4,500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะช่วยผลักดันให้
มูลค่าการค้าและบริการของทั้งสองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจะมีสินค้าของจีนและอาเซียนได้สิทธิทาง
ด้านภาษีเป็น 0% รวมทั้งการลงทุนก็จะมีเงื่อนไขเปิดกว้างมากขึ้น
นายเจิ้น จุนจี้ยน เลขาธิการ สำนักงานเลขาธิการงานมหกรรมจีน-อาเซียน เปิดเผยกับนิตยสาร
โลกการค้า ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย ภายหลังจากเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี และ นางพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีพาณิชย์ เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการจัดงาน
“งานมหกรรมจีน-อาเซียน” ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 20-24 ตุลาคม 2553 ที่เมืองหนานหนิง มณฑลกว่างซี
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าปีนี้จะจัดอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นปีที่เขตการค้า
เสรีอาเซียน-จีน มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และเป็นปีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนครบรอบ 35 ปี
“’งานมหกรรมจีน-อาเซียน เป็นงานแสดงสินค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ระดับชาติ ที่
กระทรวงพาณิชย์ของจีน และกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานด้านการค้าของประเทศในอาเซียน 10
ประเทศร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดมาแล้ว 6 ครั้ง แต่ละครั้งที่จัดขึ้นมีจำนวนผู้ประกอบการ
จากประเทศต่างๆ นำสินค้าไปแสดงและจำหน่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งจำนวนคนที่ไปเยี่ยมชมงานและ
ซื้อสินค้าในแต่ละครั้งก็มีเป็นจำนวนมาก จนทำให้งานนี้กลายเป็นงานมหกรรมที่มีอิทธิพลมากทีสุดใน
เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน” นายเจิ้นกล่าว
นายเจิ้นเปิดเผยว่าในงานมหกรรมจีน-อาเซียน ครั้งที่ 7 จะมีไฮไลท์ให้ผู้นำของจีน และประเทศ
ในอาเซียนกล่าวสุนทรพจน์ในประเด็น “เขตการค้าเสรีและโอกาสใหม่” และนิทรรศการผลงานสร้างเชต
การค้าเสรีครบ 10 ปี ซึ่งจีนและประเทศอาเซียนจะร่วมกันจัดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมรำลึกการสถาปนา
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน อาทิ ความสัมพันธ์ไทย-จีน ฟิลิปปินส์-จีน ครบรอบ
35 ปี พม่า-จีน เวียดนาม-จีน และอินโดนีเซีย-จีน ครบรอบ 60 ปี สิงคโปร์-จีน ครบรอบ 20 ปี เป็นต้น
“สำหรับการแสดงสินค้า และการจัดจำหน่ายสินค้า สำนักงานเลขาธิการงงานมหกรรมอาเซียน
ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดงาน ได้รับความร่วมมือจากรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ทั้งของจีน
และประเทศต่างๆ ในอาเซียน นำผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ในรายการที่ได้รับสิทธิพิเศษภาษีจาก
ความตกลงอาเซียน-จีน ไปร่วมแสดงและจำหน่ายในงานให้มากที่สุด และผู้จัดงานจะเชิญชวนผู้ซื้อ
และนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาซื้อสินค้า และจับคู่การค้าและการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น”
สำหรับประเทศไทย การไปร่วมงานมหกรรมจีน-อาเซียนในครั้งนี้ นายเจิ้นกล่าวว่าจะได้รับโอกาสทางการค้าหลายประการ เช่น สามารถเปิดตลาดสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปในตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น สามารถใช้ความได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมบริการ แสวงหาหุ้นส่วนและความร่วมมือกับบริษัทเอกชนของจีนและประเทศในอาเซียน รวมทั้งความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศส่งออกนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังสามารถขยายการส่งออกสินค้าเข้าสู่ประเทศจีนได้เพิ่มขึ้น โดยอาศัยมาตรการจากความตกลงอาเซียน-จีน ซึ่งมีอัตราภาษี 0%