Bilingual Magazine for Traders and Investors in Thailand-China-ASEAN
Home | About us | Our Magazine | Informedia Books | Business Training | Contact us
 
Username :
Password :
new member register | forget
Our Magzine
Editor's Talk
News Update
Special Report
Cover Story
Executive Interview
Export World
FTA Plus
Trade Negotiations
World Market
Trade Fair
Easy Export
Global Business
On the Business Way
Smart SMEs
Money Management
Business School
Trade Report
Export Opportunities
After Work
Executive Car
Recommended Books
Breaking News
Business Training
 
โลกการค้าหน้าแรก | Export World
ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าได้อย่างไร
โดย 22 พฤษภาคม 2551 12:04 
เงินบาทจะแข็งค่าไปถึงไหน และจะหยุดแข็งเมื่อไร? เป็นคำถามยอดฮิตที่ติดปากผู้ประกอบการในแวดวงส่งออกเป็นอย่างมากในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะปัญหาเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าที่สร้างสถิติใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าจากปัญหาเศรษฐกิจและภาคการเงินของสหรัฐฯ ที่ย่ำแย่และไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน
ทำให้ยากที่จะคาดการณ์ว่าวิกฤตเงินบาทแข็งค่าในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง
หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก คือการปรับตัวและใช้สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าให้เกิดประ
โยชน์มากที่สุด พร้อมไปกับการสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่ตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องผ่านช่วงวิกฤติเงินบาทครั้งนี้ไปได้อย่าง
ปลอดภัยและคุ้มค่า
เมื่อกล่าวถึงการปรับตัว หากดูจากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่เคยเผชิญปัญหาเงินแข็งค่า (Currency Appreciation) พบว่า มี
หลายประเทศที่ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับปัญหาเงินแข็งค่าได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือ กรณีที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่น
ซึ่งคงต้องย้อนกลับไปในปี 2528 ภายหลังการทำข้อตกลง Plaza Accord  เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นถึง 67% ภายในเวลา 3 ปี จาก
250 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2528 เป็น 150 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2531 ขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าว สินค้าญี่ปุ่นยังถูก
ซ้ำเติมจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) จากสหรัฐฯ และยุโรป
ในเวลานั้น ญี่ปุ่นหาทางออกด้วยวิธีการเชิงรุก คือ แทนที่จะมองเงินเยนแข็งค่าเป็นอุปสรรค แต่กลับมองเป็นโอกาสในการออกไป
ลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างฐานการผลิตภายนอกประเทศ โดยพุ่งเป้ามายังเอเชียตะวันออกและอาเซียน ซึ่งแน่นอนว่า เงินเยน
ที่แข็งค่าช่วยให้ญี่ปุ่นมีต้นทุนถูกลงในการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ และยังช่วยลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน เพราะค่าจ้างใน
ประเทศที่เข้าไปลงทุนถูกกว่าในญี่ปุ่น ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าญี่ปุ่นไปประเทศปลายทางเหล่านั้น
โดยเฉพาะสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร ตลอดจนสามารถหลีกเลี่ยงมาตรการ AD ที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้กับสินค้าญี่ปุ่นได้ในคราว
เดียวกัน ทั้งนี้ ผลของการออกไปลงทุนในต่างประเทศทำให้มูลค่าเงินลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจาก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์
สหรัฐในปี 2528 เป็น 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2532 หรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงทั้งหมดของโลก
ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นคงสถานะเป็นหนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจและการค้าของโลกได้จวบจนทุกวันนี้

เมื่อย้อนกลับมามองสถานการณ์ส่งออกของบ้านเราในปัจจุบัน พบว่าคล้ายคลึงกับญี่ปุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ดังกล่าวมาก
คือ ได้รับผลกระทบจากปัจจัยรุมเร้ารอบด้าน ทั้งเงินบาทแข็งค่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัว รวมถึงความเสี่ยงที่อาจถูก
ตัดสิทธิ GSP ในหลายสินค้า ดังนั้น การขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศเช่นที่ญี่ปุ่นเคยปฏิบัติมาก่อนนับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่
จะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยไว้ ทั้งนี้ การลงทุนในต่างประเทศในภาวะที่เงินบาทแข็งค่า
เช่นปัจจุบันนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนถูกลงรวมถึงสามารถใช้ประโยชน์จาก
สิทธิ GSP และแรงงานราคาถูกของประเทศที่เข้าไปลงทุนแล้ว ยังช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้อีกทางหนึ่งด้วย
เพราะการลงทุนในต่างประเทศนับเป็นช่องทางระบายอุปทานเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีอยู่มากในประเทศอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ
ให้เงินบาทแข็งค่า ออกไปได้ส่วนหนึ่ง

นอกจากประสบการณ์ของญี่ปุ่นแล้ว นิวซีแลนด์เป็นกรณีตัวอย่างของการปรับตัวในอีกแง่มุมหนึ่ง ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเงิน
ดอลลาร์ของนิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้นถึง 46% จาก 1.9 นิวซีแลนด์ดอลลาร์ต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นปี 2546 เป็น 1.3 นิวซีแลนด์
ดอลลาร์ต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2550 ซึ่งในช่วงดังกล่าวผู้ส่งออกนิวซีแลนด์รับมือกับปัญหาเงินแข็งค่าด้วยการหันมา
มุ่งเน้นป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ซึ่งจากผลการศึกษาของ Ministry of Economic Development
ประเทศนิวซีแลนด์พบว่า ในปี 2546 มูลค่าส่งออกของนิวซีแลนด์ที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมีสัดส่วนเพียง
40% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาอยู่ที่ระดับ 70% ในปี 2550 โดยเฉพาะ
สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ผู้ส่งออกนิวซีแลนด์มีการป้องกันความเสี่ยงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ
80% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด
หันกลับมามองประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากข้อมูล Hedging Ratio ของผู้ส่งออก ซึ่งสะท้อนถึงสัดส่วนการทำธุรกรรมด้านการ
ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเทียบกับการทำธุรกรรมส่งออกทั้งหมด พบว่าในปี 2550 (ข้อมูลถึงเดือนกันยายน)
Hedging Ratio ของผู้ส่งออกอยู่ที่ระดับเพียง 32% แสดงให้เห็นว่าผู้ส่งออกไทยยังตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตรา
แลกเปลี่ยนไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกรายย่อย คือ สถาบันการเงินมักตั้งวงเงินขั้นต่ำ
ในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งส่วนใหญ่มียอดคำสั่งซื้อไม่ถึงวงเงินขั้นต่ำดังกล่าว
ไม่สามารถซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกเลิกมาตรการ
ดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น ก็ได้ออกมาตรการเสริม ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสในการป้องกัน
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น โดย ธปท. จะรับซื้อต่อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากสถาบันการเงินที่ได้ทำสัญญา
ซื้อเงินตราต่างประเทศจากผู้ประกอบการรายย่อยไว้ ดังนั้น จึงถือเป็นจังหวะดีของผู้ประกอบการไทยที่จะหันมาให้ความสำคัญ
กับการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อันจะช่วยบรรเทาและลดผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าได้ระดับหนึ่ง
การปรับตัวของญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ภายใต้ภาวะเงินแข็งค่า เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะใช้เป็นกรณีศึกษาและนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม
กับสถานการณ์ของประเทศเรา โดยนอกจากจะเป็นโอกาสในการขยายการผลิตและการลงทุนไปยังประเทศที่เป็นแหล่งทรัพยากร
และแรงงาน รวมถึงเป็นตลาดรองรับสินค้าของเราแล้ว ยังเป็นโอกาสดีในการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงกระบวน
การผลิตให้ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งอย่างน้อยกรณีตัวอย่างของทั้งสองประเทศ ก็ยืนยันให้เห็นว่าการเผชิญกับ
เงินแข็งค่าอย่างมีสติ และใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมไปกับการไม่ละเลยที่จะป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลก
เปลี่ยน ก็จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องคอยลุ้นระทึกว่า เงินบาทจะแข็งค่าไปถึงไหน และ
จะหยุดแข็งเมื่อไร?
 
 
จำนวนคนอ่าน 760 คน

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด
ชื่อ/อีเมล์ ของคุณ
รายละเอียด
Home | About us | Our Magazine | Informedia Book | Business Training | Contact us