ฉบับที่แล้วได้เกริ่นถึงความจำเป็นที่ผู้คนในระบบการค้าของบ้านเราจำต้องมีความรู้ในเรื่องการได้มาของถิ่นกำเนิดของสินค้า
ที่ถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนดภายใต้ WTO และ FTA ต่างๆ เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติในการขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีตามข้อตกลงนั้นๆ
ได้อย่างถูกต้อง ฉบับนี้เรามาลงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าว่ามีอะไรบ้าง
ความหมายของกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) หมายถึงการหาสัญชาติของสินค้า
กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.Non-Preferential Rules of Origin เป็นคำวินิจฉัยข้อความบังคับและกฎหมาย ซึ่งออกโดยฝ่ายบริหาร เพื่อใช้บังคับ
กับสมาชิก WTO ในเรื่องของแหล่งกำเนิดสินค้า
2.Preferential Rules of Origin เป็นคำวินิจฉัยข้อบังคับและกฎหมาย ที่ออกโดยฝ่ายบริหารเช่นกัน แต่มีผลบังคับใช้กับ
สมาชิกที่อยู่ภายใต้สิทธิสัญญาทางการค้าเฉพาะถิ่น หรือเฉพาะที่ ซึ่งหมายถึงเขตการค้าเสรีหรือ FTA ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในขณะนี้
ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย
หรือ ITFTA เขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หรือ TAFTA และเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ หรือ NZTCEPA เป็นต้น
หลักเกณฑ์ที่ใช้เพื่อการกำหนดแหล่งกำเนิดของสินค้า ทั้ง Non-Preferential Rules of Origin และ Preferential Rules of Origin
ล้วนแต่ใช้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ เป็นหลักเกณฑ์เพื่อการกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าของสินค้าที่ส่งออกไปขายต่างประเทศทั้งสิ้น
หลักเกณฑ์ที่ใช้เพื่อการกำหนดแหล่งกำเนิดของสินค้า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1.Wholly Obtained Goods Definition (WO)
2.Substantial Transformation Criteria (AT)
Wholly Obtained Goods Definition (WO)
หมายถึง หลักเกณฑ์ที่ใช้แหล่งกำเนิดสินค้า สำหรับสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออก ที่ผลิตมาจากวัตถุดิบที่ได้มาจากในประเทศใดประเทศ
หนึ่งทั้งหมด หรือสินค้านั้นได้มาจากธรรมชาติในประเทศใดประเทศหนึ่งทั้งหทด โดยไม่มีการนำไปผ่านขบวนการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น โดย
ความหมายที่จะแสดงให้เห็นว่าสินค้าที่ส่งออกมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถดูได้จากคำจำกัดความดังต่อไปนี้
1.สัตว์มีชีวิตที่เกิดและโตในประเทศนั้น
คำจำกัดความในข้อนี้ หมายถึงกรณีที่เราส่งสัตว์มีชีวิตจาก ประเทศไทยออกไปขายต่างประเทศ สัตว์ดังกล่าวจะได้แหล่งกำเนิดสินค้า
เป็นประเทศไทย ก็ต่อเมื่อสัตว์ตัวนั้นเกิดและโตในประเทศไทย เช่น กรณีที่ประเทศไทยนำเข้าลูกหมูอายุ 3 เดือน จากประเทศมาเลเซีย
แล้วนำมาเลี้ยงต่อในประเทศไทยอีก 2 เดือนเพื่อให้หมูโตขึ้นแล้วจึงส่งหมูตัวนั้นออกไปขายต่อยังประเทศสิงคโปร์ กรณีเช่นนี้ หมูที่ไทย
ส่งออกจะไม่ได้แหล่งกำเนิดสินค้าเป็นประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องจากหมูตัวนี้เกิดที่ประเทศมาเลเซียและโตมาแล้วในประเทสมาเลเซียเป็นเวลา
3 เดือน ไทยนำเข้ามาเลี้ยงต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นแสดงว่าหมูตัวนี้มาโตในประเทศไทยเท่านั้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขเกิดและโตในประเทศไทย
ดังนั้นเมื่อไทยส่งหมูตัวนี้ออกไปขายให้สิงคโปร์ ประเทศกำเนิดของหมูตัวนี้ยังคงเป็นประเทศมาเลเซีย ไม่ใช่ประเทศไทย (ดูรูปที่ 1)
แต่ถ้าเราต้องการให้ไทยได้แหล่งกำเนิดสินค้า ไทยต้องนำเข้าพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์หมูจากมาเลเซีย แล้วนำพ่อ แม่พันธุ์ของหมูมา
ผสมพันธุ์กันในประเทศไทย เพื่อให้ได้ลูกหมูที่เกิดในประเทศไทย และเมื่อลูกหมูที่เกิดในประเทศไทยแล้วก็เลี้ยงต่อไปอีกระยะหนึ่ง
จนกระทั่งลูกหมูที่เกิดในประเทศไทยโตขึ้นตามที่ต้องการแล้วจึงส่งขายต่อต่างประเทศ ทำเช่นนี้ลูกหมูท่ส่งออกก็จะได้แหล่งกำเนิดสินค้า
เป็นประเทศไทย (ดูรูปที่ 2)
2.สัตว์มีชีวิตที่ได้จากการล่า ดัก ตก หรือจับในประเทศนั้น
ในกรณีนี้ สินค้าสัตว์มีชีวิตที่เราส่งออกจะต้องเป็นสัตว์ที่จับได้ในประเทศไทย ได้มาจากธรรมชาติในประเทศไทย ดังนั้นสัตว์ที่ส่งออก
จึงได้แหล่งกำเนิดในประเทศไทย (รูปที่ 3)
3.ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์มีชีวิตในประเทศนั้น
กรณีนี้เป็นกรณีที่สัตว์ในข้อ 1 และข้อ 2 เมื่อเราได้มาแล้ว เราไม่ได้ส่งสัตว์มีชีวิตออกไปนอกประเทศ แต่เรานำสัตว์นั้นไปฆ่าแล้วเอา
เนื้อส่งออกไป กรณีเนื้อสัตว์ที่ส่งออกจะได้แหล่งจะได้แหล่งกำเนิดสินค้าเป็นประเทศไทยโดยปริยาย ทั้งนี้เพราะตัวสัตว์มีชีวิตนั้นก่อนถูกนำ
มาฆ่าเพื่อเอาเนื้อส่งออกนั้น สัตว์เหล่านั้นได้แหล่งกำเนิดภายใต้เงื่อนไขตามข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว ดังนั้นเมื่อตัวสัตว์มีชีวิตได้แหล่งกำเนิดสินค้า
แล้ว เนื้อที่ได้จากการนำสัตว์เหล่านั้นไปฆ่า ก็จะได้แหล่งกำเนิดสินค้าตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เมื่อมีการส่งเนื้อนั้นออกไปขายต่างประเทศ
(ดูรูปที่ 4)
4.พืชและผลิตภัณฑ์จากพืชที่ได้จากการเก็บเกี่ยว หรือ คัด ในประเทศนั้น
กรณีนี้เป็นกรณีของที่ส่งออกเป็นพืชและผลิตภัณฑ์พืช ซึ่งถ้าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก กรณีที่ส่งออกพืช แสดงว่าพืชที่ส่งออกจะต้อง
มีการเพาะปลูกในประเทศไทย โดยเริ่มตั้งแต่นำเมล็ดมาเพาะปลูก และดูแลจนกระทั่งพืชนั้นเจริญเติบโตขึ้นมาจนใช้การได้ แล้วจึงเก็บเกี่ยว
หรือ คัด เพื่อส่งออกไปายต่างประเทศ พืชเหล่านั้นก็จะได้แหล่งกำเนิดสินค้าเป็นประเทศไทย แต่ถ้าเราไม่ส่งออกพืช เราส่งผลิตภัณฑ์จากพืช
แสดงว่าเรานำพืชดังกล่าวข้างต้นมาทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ก่อน แล้วจึงนำผลิตภัณฑ์นั้นออกไปขายต่อไป ดัวผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจะได้แหล่งกำเนิด
เป็นประเทศไทยตามไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากพืชที่นำมาทำผลิตภัณฑ์ได้แหล่งกำเนิดเป็นประเทศไทยอยู่แล้ว เช่นเรานำเมล็ดข้าวสาลีมาเพาะปลูก
ในประเทศไทย ดูแลจนต้นข้าวโตสามารถเก็บเกี่ยวได้ ถ้าเราส่งออกเมล็ดข้าวสาลีไปผ่านขบวนการจนได้เป็นแป้งสาลี แล้วจึงส่งแป้งสาลีออก
ไปต่างประเทศ แป้งสาลีจะได้แหล่งกำเนิดสินค้าเป็นประเทศไทยตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะว่าเมล็ดข้าวสาลี ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้เพื่อผลิตแป้งสาลี
นั้นได้แหล่งกำเนิดสินค้าเป็นประเทศไทยไปแล้วก่อนหน้านี้ (ดูรูปที่ 5)
5.ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นตามข้อ 4
ในข้อนี้ก็เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากข้อ 4 โดยที่วัตถุดิบที่ได้แหล่งกำเนิดสินค้าแล้วในข้อ 4 เช่นเมล็ดข้าวสาลี หรือ แป้งสาลี ซึ่งมีสภาพ
เป็นวัตถุดิบทั้งคู่ ถ้าส่งออกไปต่างประเทศก็จะได้แหล่งกำเนิดสินค้าเป็นประเทศที่ผลิต ดังกล่าวแล้วในข้อ 4 แต่ถ้าไม่ส่งออก เช่นนำแป้งสาลี
ไปผลิตเป็นขนมปังแล้วจึงส่งขนมปังออกไปขายยังต่างประเทศ ขนมปังนั้นก็จะได้แหล่งกำเนิดสินค้าเป็นประเทศเดียวกันกับประเทศที่ผลิตแป้ง
สาลีในข้อ 4 เพราะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน (ดูรูปที่ 6) หลักเกณฑ์ที่ใช้เพื่อการกำหนดแหล่งสินค้าของสินค้า ตาม Wholly Obtained Goods
Definition (WO)
ยังมีอีก 3 ข้อ คงต้องยกยอดไปต่อในฉบับหน้า โปรดติดตามนะครับ