และ Route 3 East (R3e) ถูกยกระดับพร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น Route3a (R3a) เชื่อมระหว่างนครคุนหมิง มณฑลหยุนหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน แขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จังหวัดเชียงราย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง และทอดยาวไปถึงประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ กำลังจะกลายเป็น
"New Trade Area " ด้านการค้า-การลงทุนระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาเซียนแห่งใหม่ที่มีศักยภาพสูง
R3a เส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้
15 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาประเทศ โดยปูพรมสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ทั้งด้านการขนส่งทางบก น้ำ อากาศ การสื่อสาร โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งการคมนาคมทางบก มีการตัดถนนทั้ง ซูเปอร์ไฮเวย์ มอเตอร์เวย์ภายในมณฑล และระหว่างมณฑล ซึ่งการเกิดขึ้นของถนนเป็นการเชื่อมเมือง สู่ภูมิภาคและชนบท ทำให้การขนส่งสินค้า
สะดวกรวดเร็ว สามารถเข้าถึงตลาดและแหล่งวัตถุดิบได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ตามมา เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ภาคบริการ การท่องเที่ยว
วันนี้ยุทธศาสตร์ของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของจีน หลังจากมีการเปิดใช้เส้นทางอาร์สามเอ (R3a) เมื่อเดือนเมษายน 2551 โดยใช้เวลา ผลักดันนานกว่าหนึ่งทศวรรษ เพื่อทำให้มณฑลด้านในของ
จีนมี "ประตู" ออกสู่ทะเลทางด้านใต้ หรือมหาสมุทรอินเดียตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)
เส้นทาง R3a เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง R3 นับเป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญ ที่จะนำประเทศไทยไปสู่การเปิดตัวในการแข่งขันทางการค้าภูมิภาคสากลของลุ่มน้ำโขงที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะถนนไทย–ลาว–จีน R3a ระยะทาง 250 กม. ส่วนหนึ่งของเส้นทางสายคุนหมิง–กรุงเทพฯ เชื่อมโยงไทย-ลาว-จีน จากเชียงของ-ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อหาร-จิ่งหง-ซือเหมา-คุนหมิง
หรือ คุน-มั่ง กง ลู่ (เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว–ด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ติดชายแดนจีนที่เมือง Mohan อ.เหมิ่งล่า เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน)
สะพานข้ามโขง 3 จุดพลุลงทุน
หลังจากถนน R3a เสร็จสมบูรณ์จะเชื่อมต่อกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ภายใต้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่ไทย-จีน ตกลงที่จะสนับสนุนฝ่ายละ 50% มูลค่าก่อสร้าง 36 ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดจุดก่อสร้างแล้วโดยฝั่งลาว จะอยู่ที่บริเวณบ้านดอนขี้น(กิโลเมตรที่ 9) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ฝั่งไทยจะอยู่ติดบ้านดอนมหาวัน ต.ศรีดอนชัย
อ.เชียงของ จ.เชียงราย ห่างจากตัวเมืองเชียงของประมาณ 10 กม.เศษ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 โดยประมาณ เปิดใช้ปี 2554 นั่น คือ โอกาสที่จะเกิดขึ้น
ทั้งจีน ลาว และไทย
ไทย-ลาวเดินหน้าสู่
Co-Hub Link ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าในอนุภูมิภาคอินโดจีนและจีนตอนใต้ในอนาคตอันใกล้ เส้นทางถนนจะเป็นเส้นทางสำคัญ โดยทุกเส้นทางจะมุ่งสู่ประเทศจีน หรืออีกนับหนึ่งถนนทุกเส้น
จะมุ่งสู่ประเทศไทยเป็น Landbridge ไปสู่ประเทศในอาเซียนทางใต้ ในการเข้าถึงเมืองภายในที่เป็นแบบ Door to Door ซึ่งจะมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมถูกกว่าการขนส่งทางทะเล
ซึ่งจะต้องมีค่าขนส่งและค่า Transit / Transfer สินค้าหลายทอด กว่าสินค้าจะส่งไปถึงเมืองชั้นในของภูมิภาค ซึ่งดูเหมือนว่าตรงนี้ ทั้งประเทศไทยและลาวจะได้ประโยชน์ในฐานะเป็น Co-Hub Link
ช่องทางลงทุนหลวงน้ำทา- บ่อเต็น
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเส้นทางสาย R3a ที่เชื่อมระหว่างชายแดนไทย - ลาว ที่อำเภอเชียง จังหวัดเชียงราย เชื่อมกับเวียงภูคา - ห้วยทราย - หลวงน้ำทา - บ่อเต็น (ลาว) และเชื่อม
ชายแดนลาว - จีน ที่บ่อหาน สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ระยะทาง 254 กม. ปัจจุบันก่อสร้างแล้ว 100% และมีการใช้ประโยชน์จากการขนส่งสินค้าระหว่าง ไทย-ลาวและจีนตอนใต้บ้างแล้ว
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับลาว ผ่านเส้นทางบ่อเต็น และบ่อหาญ โดยมีรถบรรทุกขนาดใหญ่จากฝั่งจีน ขนสินค้าเข้ามาจำนวนมากเพื่อส่งไปยังเมืองสำคัญในลาว
ขณะที่สภาพการลงทุนตามถนน R3a พบว่า กลุ่มทุนจากประเทศจีนได้โหมการลงทุนอย่างหนักที่เมืองบ่อเต็น โดยมีการสัมปทานที่ดินเพื่อสร้างเมืองใหม่ โรงแรม และบ่อนกาสิโน ส่วนที่เมือง
หลวงน้ำทา มีการลงทุนปลูกยางพาราจำนวนหลายหมื่นไร่ และโรงแรมขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง อย่างไรก็ตามพบว่า มีกลุ่มทุนจากไทยเข้าไปลงทุนด้วย โดยธุรกิจที่คนไทยเข้าไปลงทุนส่วนใหญ่จะเป็น
ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เพื่อรองรับธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีความพยายามร่วมกันของเอกชนฝ่ายไทยและจีน ในการจับมือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ด้านการขนส่งโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างกัน
‘เชียงรุ่ง’ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่
หากข้ามฟากไปฝั่งจีนคือ เมืองบ่อหาน หรือโม่ฮาน พบว่ามีความเจริญแตกต่างกับฝั่งลาวอย่างชัดเจน มีด่านพรมแดนขนาดใหญ่และทันสมัย มีอาคารพาณิชย์ ที่พักหลายสิบคูหา พร้อมรองรับ
การลงทุนเต็มที่ บริษัทไทยที่ไปลงทุนศูนย์โลจิสติกส์ที่เมืองบ่อหานเพื่อทำคลังสินค้า ท่าพักคอนเทนเนอร์ สถานีน้ำมัน คือ บมจ.ทรานซ์เอเชีย โลจิสติกส์ และอีก 60 กิโลเมตรก็จะถึงเมืองลา ซึ่งมี
ความเจริญมากเช่นกัน
ถัดจากเมืองลามุ่งสู่เมืองจิ่งหง หรือเชียงรุ่ง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนาน พื้นที่ทางผ่านคือ เมืองสิงห์ เมืองนูน เมืองฮา ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์มาก และมีผลต่อภาค
การเกษตรของไทยแน่นอน เพราะปัจจุบันจีนปูพรมปลูกยางพาราจำนวนหลายล้านไร่แทบทุกขุนเขา บางแห่งกรีดน้ำยางใช้ในประเทศได้แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญทั้งข้าว ข้าวโพด
กล้วย ชา ดอกไม้ ผัก ผลไม้ และใบยาสูบ
จุดสุดท้าย คือ เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของจีนติดแม่น้ำโขง กลุ่มบริษัท ไทยแลนด์ โกลบอล ไลเซชั่น อีโคโนมิก แอนด์ โปรโมชั่น เน็ตเวิร์ค ได้เข้าไปลงทุน
ก่อสร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม และที่นี่กำลังเปิดต้อนรับ นักท่องเที่ยวไทยเต็มที่ เพราะมีชาวไทลื้อที่พูดภาษาไทยคล้ายกับเชียงใหม่ เชียงราย และยังมีวัฒนธรรม ประเพณี อาหารการกินเหมือน
ชาวเหนือของไทยอีกด้วย
ที่สำคัญเชียงรุ่งยังมี "ท่าเรือจิ่งหง" ซึ่งมีความทันสมัยรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ทั้งเรือขนส่งสินค้า และนักท่องเที่ยว ซึ่งการขนส่งทางเรือผ่านแม่น้ำโขงมายังท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย
จีนได้เปรียบมากเพราะมีความเชี่ยวชาญการต่อเรือและเดินเรือในลำน้ำโขง และมีต้นทุนต่ำกว่าทางบก
กลุ่มเศรษฐกิจ Single Market
เมื่อวิวัฒนาการของระบบการค้าโลกมุ่งเน้นสู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจหรือการลงทุนแบบตลาดเดียว (Single Market) มากขึ้น เห็นได้จากความพยายามในการทำข้อตกลง FTA (Free
Trade Agreement) ของประเทศต่างๆ รวมถึงประเด็นร้อนใกล้ตัวของประเทศไทยในโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือ GMS (Greater Mekong Sub region:
GMS) ของประเทศไทยร่วมกับอีก 5 ประเทศ คือ ราชอาณาจักรกัมพูชา สหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐ
ประชาชนจีน ที่เห็นภาพชัดเจนในการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างกันแล้ว โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ความตกลงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงว่าด้วยการขนส่งสินค้าข้ามแดน (GMS Cross Border Transport
Agreement: GMS CBTA) อย่างเต็มรูปแบบภายในสิ้นปี 2553 นี้ด้วย ขณะนี้จึงเป็นประเด็นท้าทายว่าประเทศสมาชิก GMS จะร่วมผลักดันอย่างไรเพื่อให้เกิดเป็นเส้นทางการค้าที่แท้จริง และได้
ประโยชน์ร่วมกันแบบ win-win situation
ดังนั้นในฐานะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ (Geographical Advantage) ในเรื่องสถานที่ตั้ง ทำให้สามารถวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการค้าของภูมิภาคอินโดจีน
และประตูการค้าสู่อาเซียน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเดินหน้าให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือทางการค้า การลงทุน การบริการโลจิสติกส์แบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมในกลุ่ม GMS ก่อนจะขยาย
ผลความร่วมมือไปสู่ระดับอาเซียน ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนที่จะมีการรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียว (Single Market) เพื่อสร้างประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)
ภายในปี 2558
เร่งปรับตัวรับการแข่งขัน
อย่างไรก็ดีการเชื่อมโยงของโครงสร้างพื้นฐานทางถนนไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะผลักดันให้เกิดการค้า การลงทุน แต่ต้องมีปัจจัยสนับสนุนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายและความตกลงระหว่าง
ประเทศเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าข้ามแดน ได้แก่ ความตกลงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงว่าด้วยการขนส่งสินค้าข้ามแดน (GMS Cross Border Transport Agreement: GMS CBTA) และกรอบความ
ตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ซึ่งครอบคลุมกฎเกณฑ์ด้านยานพาหนะ คนประจำพาหนะ เส้นทางการขนส่ง กฎระเบียบการจราจร ขนาดและน้ำหนัก
ของยานพาหนะ และภาษีอากร เป็นต้น รวมถึงระบบไอที การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งพบว่ายังเป็นอุปสรรคสำคัญอยู่
นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรุก-รับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น เพราะเส้นทางที่เชื่อมโยงกันย่อมเป็นทั้งโอกาสทางการค้า และภัยคุกคามได้ในเวลาเดียวกัน
โดยเฉพาะกับจีนตอนใต้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามโรงงานโลก แหล่งผลิตสินค้าราคาถูก และตลาดบริโภคขนาดใหญ่
แม้การค้า การลงทุนในเส้นทางสายเศรษฐกิจที่พูดถึงมานานกว่า 15 ปี ยังไม่ปรากฎผลเด่นชัดนัก แต่อย่างน้อยการเดินหน้าเพื่อเร่งรัดการดำเนินงานที่จะทำให้มีการลดปัญหา อุปสรรค
ที่เกิดขึ้นของภาครัฐและเอกชนไทยถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ดี สำหรับผู้ประกอบการไทยที่จำเป็นต้องเร่งศึกษารายละเอียดและพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็วเพื่อหาช่องทางธุรกิจและใช้ประโยชน์
จากความร่วมมือ GMS เพราะหากช้าไปเส้นทางที่ประเทศไทยคาดหวังว่าจะเป็นโอกาสทางการค้า อาจจะกลับกลายเป็นการเปิดประตูให้สินค้าราคาถูกจากจีนเพียงฝ่ายเดียวก็เป็นได้