สำหรับประเทศที่มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศไม่สูงนักอย่างเมียนม่าร์ การลงนามความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน
คงไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรงมากนัก
แต่ในฐานะสมาชิกอาเซียน และเป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เมียนม่าร์จะเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับการ
ผลิตเพื่อการส่งออกของมวลหมู่สมาชิกอาเซียนทั้งมวล
ฯพณฯ อ่อง เต็ง เอกอัครราชทูตสหภาพพม่า ประจำประเทศไทย เปิดสถานทูตริมถนนสาทร ให้ทีมงานนิตยสาร “โลกการค้า”
ได้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของเมียนม่าร์ในวันนี้
“สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเมียนม่าร์ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เนื่องจากเมียนม่าร์ไม่ได้สัมผัส
และติดต่อกับโลกตะวันตกมากนัก พื้นฐานการค้าของเมียนม่าร์ก็ไม่ใช่การค้ากับโลกตะวันตก แต่อาศัยทรัพยากรที่มีอย่างอุดม
สมบูรณ์ในประเทศ คู่ค้าของเมียนม่าร์ส่วนใหญ่ ได้แก่ เพื่อนบ้าน เช่น ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย มากกว่าค้ากับโลกตะวันตก
ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากคือประเทศที่ทำการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ถ้าเขาไม่ซื้อสินค้า ประเทศคู่ค้าก็เลยมีปัญหา
อีกอย่างหนึ่ง ปริมาณการค้าของเมียนม่าร์ยังต่ำ ไม่เหมือนประเทศไทย และประเทศที่พัฒนาแล้ว
“เมียนม่าร์กำลังมีแผนการพัฒนาประเทศใน 2 ด้าน คือ ด้านแรก พัฒนา 14 รัฐ 24 เขตโดยให้แต่ละเขตวางแผน และ
จัดทำโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเศรษฐกิจ อีกด้านหนึ่งเป็นโครงการพัฒนาชายแดนระหว่างเมียนม่าร์กับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยเรามีแนวคิดว่าถ้าจะพัฒนาประเทศให้สมบูรณ์แบบ ก็ต้องพัฒนาชนบทก่อน โดยเริ่มจาก 5 โครงการ ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาล
เขตปกครองที่มีคุณภาพ เขตท้องที่ แล้วค่อยขยายเป็น 14 รัฐ 24 เขต อีกด้านหนึ่งต้องพัฒนาพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อทดแทนน้ำมัน
ปลูกสบู่ดำ ผลิตไบโอดีเซล ลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ
“สำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ มี 4 ข้อ ได้แก่ 1) ใช้พื้นฐานด้านการเกษตร รัฐบาลปัจจุบันไม่มีอุตสาหกรรม
ขนาดใหญ่ มีแต่อุตสาหกรรมขนาดย่อมและขนาดกลาง มีแต่ทางการเกษตร จึงใช้เกษตรกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ 2) เปิดตลาดการค้า
แต่ก่อนในระบบสังคมนิยม เป็นเวลา 26 ปี คนส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์การค้าระบบเปิด จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อเปิดตลาดภายนอก
3) เชิญชวนการลงทุนจากต่างประเทศและภายในประเทศ ปัจจุบันในเมียนม่าร์มีการลงทุนขุดเจาะน้ำมัน และผลิตก๊าซธรรมชาติในทะเล
และ 4) เศรษฐกิจของเมียนม่าร์ต้องอยู่ในมือของประชาชนชาวเมียนม่าร์ ต้องมีอำนาจต่อรองมากพอ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
ชาวเมียนม่าร์ หรือรัฐบาลพม่าเท่านั้น ที่ต้องกำหนดเช่นนี้ ก็เพราะคนเมียนม่าร์ยังไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมของนักลงทุน ถ้าไม่ระวัง นักลงทุนจะ
ฮุบหมด ตัวอย่างเช่น คนต่างชาติซื้อที่ดิน หรือคอนโดในเมียนม่าร์ไม่ได้ ถ้าจะสร้างอาคารขนาดใหญ่ อาจให้ใช้แค่ 30 ปี จากนั้นต้องส่ง
มอบให้ทางการหรือคนท้องถิ่น
“ปัจจุบันประเทศที่ลงทุนในเมียนม่าร์รายใหญ่ คือ ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 จีนลงทุนเป็นอันดับ 4 แต่การค้าชายแดน จีนมากที่สุด
สินค้าที่เมียนม่าร์ต้องการซื้อ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกี่ยวกับไฟฟ้า สายไฟ การก่อสร้างเส้นทางคมนาคม เช่น ถนน รถไฟ โรงงานพลังน้ำ เป็นต้น”