“TMB Research” มองว่า บทบาทและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก
จะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติเต็มที่ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่
ต้องจับตาสี่ด้านสำคัญ ได้แก่ ภาวะที่เงินเฟ้อ ตลาดแรงงานยังตกต่ำในประเทศสหรัฐและยุโรป ความเสี่ยงจากการผ่อนปรนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ก่อนเวลาอันควร และ ธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศที่เริ่มเติบโตเร็วกว่าการลงทุนที่แท้จริง
สำหรับเศรษฐกิจในประเทศ โครงการไทยเข้มแข็งซึ่งเป็นความหวังของรัฐบาลเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป หากพิจารณาถึงประสิทธิภาพ
ของนโยบายการคลัง “TMB Research” ประเมินว่าตัวทวีคูณของการขาดดุลงบประมาณในระยะสั้น (impact multiplier) อยู่ที่ 0.43 หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
การขาดดุลงบประมาณ 100 บาท จะสามารถสร้างมูลค่าของผลผลิตของประเทศได้ 43 บาท โดยจุดคุ้มทุนของนโยบายการคลังผ่านการขาดดุลงบประมาณ
ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี ส่วนในระยะยาวตัวทวีคูณของการใช้งบประมาณขาดดุลมีแนวโน้มจะอยู่ที่ 1.2 ซึ่งหมายถึงการขาดดุลงบประมาณจะสามารถ
ต่อยอดมูลค่าของผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20
อีกประเด็นที่น่าจับตามองของโครงการไทยเข้มแข็ง คือ เรื่องของการก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น โดยร้อยละ 74 ของแหล่งเงินทุนรวมของโครงการ
มาจากการกู้ของภาครัฐ จากการศึกษาของ “TMB Research” พบว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะอ่อนไหวต่อการออกตราสารที่มีระยะยาวมากกว่าตราสารหนี้
ระยะสั้น ในกรณีตราสารหนี้อายุ 3 ปี ที่ออกมาจำนวน 2,000 ล้านบาท จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นประมาณ 4 basis points ขณะที่การออกตราสาร
อายุ 10 ปี ในจำนวนที่เท่ากันจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 12 basis points
ดังนั้น “TMB Research” มองว่าการออกตราสารหนี้เพื่อสนับสนุนโครงการไทยเข้มแข็งควรจะมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เนื่องจากปริมาณตราสาร
หนี้ที่มีขนาดใหญ่อาจสร้างแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยในทางบวก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐควรจะพิจารณาการออก
ตราสารหนี้ในระยะสั้นมากขึ้น (ต่ำกว่า 10 ปี) เนื่องจากการออกตราสารหนี้ระยะสั้นจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดน้อยกว่าการออกตราสารหนี้ในระยะยาว
ในด้านการส่งออกของไทย “TMB Research” มีมุมมองว่าตลาดแอฟริกาและอาเซียนมีความน่าสนใจ ถ้าพิจารณาจากส่วนแบ่งตลาดของสินค้า
ไทยและอัตราการเจริญเติบโตของตลาดคู่ค้า ในส่วนของตลาดจีน อินเดีย และบราซิล นั้นยังมีโอกาสของสินค้าส่งออกของไทยในการเติบโต
เนื่องจากการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศตลาดเก่า หรือ G3 (ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และกลุ่มสหภาพยุโรป 15 ประเทศ) ลดลง โดยสัดส่วนการส่งออก ลดลงจาก
ร้อยละ 49.4 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 31.8 ในปี 2552 (10 เดือน) ในขณะที่การส่งออกไปยังกลุ่มตลาดประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออกยังเข้มแข็ง
โดยกลุ่มอาเซียนยังคงเป็นตลาดส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มดีในทุกสินค้า ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และปิโตรเคมี
กลับขยายตัวได้ดีในตลาด
เอเชียตะวันออก การส่งออกไปยังกลุ่มตลาดใหม่ ได้แก่ ออสเตรเลีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอินเดีย มีสัดส่วนส่งออกรวมกันเพิ่มขึ้นจาก
ร้อยละ 9.2 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 18.5 ในปี 2552 ทั้งนี้ การส่งออกไปประเทศเหล่านี้มีอัตราการขยายตัวดี แต่ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดน้อยอยู่
ในปี 2553 “TMB Research” มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความเสี่ยงจากสี่ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกมาจากภาวะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้ม
ปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2553 จากฐานราคาที่ต่ำในปี 2552 ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาเรล
และสภาพคล่องส่วนเกินจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก จะส่งผลกดดันให้ธนาคารกลางที่มีเป้าหมายรักษาอัตรา
เงินเฟ้อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งเพียงพอ
ปัจจัยที่สองเกิดจากการปรับตัวในดุลยภาพของตลาดแรงงานกลุ่มประเทศตะวันตก ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นและค่าจ้างที่มีระดับต่ำลง
ซึ่งทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว
ปัจจัยที่สามคือความเสี่ยงจากการผ่อนปรนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนเวลาอันควรและไม่เป็นระบบระหว่างประเทศในกลุ่ม G20 ซึ่งเป็นปัจจัย
ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพื่อทดแทนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังชะลอตัวจากอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการ
ตึงตัวของตลาดสินเชื่อ อย่างเช่นในสหรัฐฯ และอังกฤษ
สำหรับปัจจัยสุดท้ายที่น่าจับตามองในขณะนี้คือธุรกรรม Carry Trade ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ (การลงทุนเพื่อสร้างกำไรจากส่วนต่าง
ในดอกเบี้ย จากการกู้ในเงินสกุลที่มีดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปลงทุนในเงินสกุลที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า) ซึ่งเป็นแรงผลักดันการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อเก็งกำไร
ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นในแถบเอเชียและละตินอเมริกา
Carry Trade ในปัจจุบันเกิดขึ้นจากสภาพคล่องที่มีอยู่ล้นเหลือและโอกาสในการลงทุนที่น้อยในประเทศพัฒนาแล้ว เป็นตัวขับเคลื่อนเงินทุน
กอปรกับที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ในระดับต่ำ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ แต่ในทางกลับกัน
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับตัวสูงขึ้นในประเทศต่างๆ จะส่งผลให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยขยายกว้างมากขึ้น
“TMB Research” มองว่า ในอนาคตอันใกล้ ช่วงเวลาของการทำ carry trade มีโอกาสจะขยายตัวต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพาะสภาวะ
ฟองสบู่ในอนาคตอีกทั้งปริมาณของธุรกรรมจะใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนตามขนาดของภาคการเงินในสหรัฐที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกและสามารถ
ดึงดูดนักลงทุนมาได้จากทั่วทุกมุมโลก ขณะเดียวกันนโยบายการเงินที่ต้องการรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำของสหรัฐฯ จะเร่งการเก็งกำไรให้มากขึ้น
ประกอบกับการขึ้นดอกเบี้ยของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ก็ยิ่งดึงดูดให้เกิดการทำ carry trade มากขึ้นตามไปด้วย
ในขณะที่ผลกระทบจากการถอนการลงทุนกลับในทันทีจะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนตกลงอย่างรุนแรง ตลาดการเงินจะเผชิญ
กับความผันผวนจากจำนวนเงินมหาศาลที่จะถูกเคลื่อนย้ายอีกครั้ง ซึ่งผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้นก็ยากที่จะคาดเดาได้