Bilingual Magazine for Traders and Investors in Thailand-China-ASEAN
Home | About us | Our Magazine | Informedia Books | Business Training | Contact us
 
Username :
Password :
new member register | forget
Our Magzine
Editor's Talk
News Update
Special Report
Cover Story
Executive Interview
Export World
FTA Plus
Trade Negotiations
World Market
Trade Fair
Easy Export
Global Business
On the Business Way
Smart SMEs
Money Management
Business School
Trade Report
Export Opportunities
After Work
Executive Car
Recommended Books
Breaking News
Business Training
 
โลกการค้าหน้าแรก | Special Report
ทิศทางการส่งออกและลงทุนปี 2553 ความท้าทายใหม่หลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
โดย 17 ธันวาคม 2552 23:39 
เศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำอย่างหนักในปี 2552 สร้างความเสียหาย ไม่เพียงแต่สหรัฐฯ ที่เป็นประเทศต้นตอของปัญหาแต่ยังลุกลาม ไปยังประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ทั้งสหภาพยุโรป (European Union : EU) และญี่ปุ่นซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นหลักในเวที การค้าการลงทุนของโลก
          สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ผ่านทั้งภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ส่งผลให้กิจกรรม
ทางเศรษฐกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างรุนแรงอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่ Great Depression ในช่วงทศวรรษที่ 1930
          ประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของโลก (Global Supply Chain) ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ
ในรอบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาภาคส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังเห็นได้จากสัดส่วนมูลค่าส่งออก
ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ที่สูงกว่า 60% ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อประเทศคู่ค้าต่างประสบ
ปัญหาทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าภาคส่งออกของไทยก็ย่อมถูกกระทบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่พึ่งพาตลาดหลักในสัดส่วนสูง อย่างไรก็ตาม วิกฤต
เศรษฐกิจโลกในครั้งนี้นับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องหันมาทบทวนยุทธศาสตร์ด้าน
ต่างๆ เป็นการเร่งด่วน เพื่อให้การค้าการลงทุนของประเทศเดินหน้าต่อไปได้และพร้อมฝ่าฟันกับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจโลก
กลับมาฟื้นตัว ทั้งนี้คาดว่าทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยในปี 2553 จะมีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
ไปดังนี้
          ตลาดใหม่จะยิ่งทวีความสำคัญยิ่งขึ้นควบคู่ไปกับการรักษาตลาดหลักเดิม วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้บั่นทอนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของ
ตลาดหลักของไทยไปมาก ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจใหม่โดยเฉพาะจีน อินเดียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนประเทศในตะวันออกกลาง
สามารถประคองตัวได้ค่อนข้างดี สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกกำลังเปลี่ยนถ่ายจากโลกตะวันตกมาสู่โลกตะวันออก
ชัดเจนขึ้น พร้อมๆ กับการที่ตลาดใหม่เริ่มขยับสถานะเทียบชั้นประเทศเศรษฐกิจหลักเดิมมากขึ้น บทบาทของตลาดใหม่ที่เพิ่มขึ้นในเวทีการค้าโลกนี้เอง
ทำให้มีการเสนอให้ใช้เวทีการประชุม G20 ซึ่งเป็นการรวมตัวของประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ให้เป็นเวทีในการกำหนดทิศทาง
และกติกาเศรษฐกิจระหว่างประเทศแทน จากเดิมที่การกำหนดนโยบายทำโดยประเทศในกลุ่ม G8 ซึ่งมีแต่ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น สภาพแวดล้อม
ดังกล่าวเป็นเสมือนเข็มทิศบอกทางให้ทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการไทยควรต้องรีบเข้าไปยึดหัวหาดในตลาดใหม่อย่างจริงจังในภาวะที่ตลาด
เหล่านี้ยังขาดแคลนสินค้าและบริการอีกมากทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ประกอบกับคู่แข่งยังมีไม่มากนัก ขณะที่ประเทศไทยเองมีความพร้อมหลาย
ด้านในการเข้าไปเจาะตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดใหม่ในเอเชีย โดยอาศัยจุดแข็งในเรื่องทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กัน การมีเครือข่ายคมนาคมโยงใย
กว้างขวาง ที่สำคัญการผลิตของไทยมีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายเพียงพอที่ทำให้เกิดการผลิตอย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาด
หลักเดิมก็ยังมีความสำคัญและไม่ควรละทิ้ง เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง แต่การทำตลาดอาจต้องปรับกลยุทธ์ไปจากเดิม โดยหันมาทำตลาดแบบ
แยกส่วน (Market Segmentation) มากขึ้น เพื่อเจาะลึกลงรายละเอียดในแต่ละกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น กลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการสินค้าที่คำนึงถึง
ประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นหลัก กลุ่มเด็กที่พ่อแม่เป็นผู้ตัดสินใจซื้อจะคำนึงถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยมากพอๆ กับปัจจัยด้านราคา เป็นต้น
          การค้าภายใต้เขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) จะกลับมาคึกคักขึ้นหลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวรอบใหม่ พร้อมๆ กับการที่ภาครัฐจะเดิน
หน้าเจรจาเปิดเสรีในระดับต่างๆ อย่างจริงจังในฐานะเครื่องมือในการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบด้านการค้าการลงทุน ทั้งนี้
การเปิดเสรีในระดับทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าที่มีศักยภาพ นอกจากจะเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่อยู่ในรูปของภาษีและมิใช่ภาษี
เพื่อขยายตลาดส่งออกและเป็นการเพิ่มทางเลือกในการนำเข้าปัจจัยการผลิตราคาถูกจากประเทศคู่เจรจาแล้ว ยังสามารถใช้ประเทศคู่เจรจาเป็นประตู
การค้าสู่ประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ขณะเดียวกันแนวทางนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการเมืองทางอ้อม เพื่อใช้เป็น
สะพานสร้างอำนาจต่อรองในเวทีการเจรจาในระดับพหุภาคีต่อไปในอนาคต นอกจากกระแสการเปิดเสรีดังกล่าวแล้ว คาดว่าการค้าการลงทุนภายใน
ภูมิภาคเอเชียด้วยกันเองมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิต (Production Network) ให้กว้างขวางโดยใช้ประโยชน์จากต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำ
ความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร ตลอดจนความคุ้นเคยทางวัฒนธรรม โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็น
ตัวขับเคลื่อนสำคัญ
          กลยุทธ์การตลาดจะเน้นตอบสนองวิถีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ของผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับ
สินค้าแทนการเน้นแข่งขันด้านราคา อาทิ การผลิตสินค้าให้สอดรับกับวิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ รวมทั้งกระแสการบริโภคที่คำนึงถึงสุขภาพ เป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อม และมีการใช้แรงงานในการผลิตอย่างเหมาะสม ตลอดจนความใส่ใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม(Corporate Social
Responsibility : CSR) ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและจุดประกายให้ประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะยุโรปหันมากำหนด
มาตรฐานสินค้านำเข้าอย่างจริงจังมากขึ้น อาทิ ข้อกำหนดเกี่ยวกับระเบียบฉลากสินค้าไม่ว่าจะเป็น Green Label, Carbon Footprint, Fairtrade Label
นอกจากนี้การทำการค้าในเสี้ยววินาทีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (E-commerce) ที่สร้างมิติใหม่ให้แก่วงการการค้าโลกก็เป็นแรงกดดันหนึ่งที่ทำให้ผู้
ประกอบการจำเป็นต้องติดตามกระแสการค้าและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวและสร้างความได้เปรียบเหนือ
คู่แข่ง
          อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Creative Industry) จะมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศ โลกการค้าปัจจุบันเต็มไปด้วยการ
แข่งขัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาก ที่สำคัญคือผู้ผลิตรายใหม่ที่เพิ่งเปิดประเทศรับการค้าการลงทุนจากต่างประเทศได้ไม่นานเข้ามามี
บทบาทในตลาดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าระดับล่างที่เน้นแข่งขันด้านราคา ดังนั้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทย
อยู่รอดได้ท่ามกลางคลื่นลูกใหม่ที่ถาโถมเข้าสู่ตลาดตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤตซึ่งแต่ละประเทศต้องเร่งหารายได้เพื่อทดแทนส่วนที่หายไป
ในช่วงที่เศรษฐกิจบอบช้ำ ผู้ประกอบการไทยจึงควรวางตำแหน่ง (Position) สินค้าและกำหนดจุดยืนที่จะขึ้นมาเป็นผู้เล่นในตลาดระดับกลางถึงระดับบน
ให้มากขึ้น โดยใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์ผสมผสานกับจุดเด่น ทั้งในเชิงศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม หัตถกรรมพื้นบ้าน อาหาร และการแสดง เพื่อใช้เป็น
จุดแข็งในการชิงชัยในสนามการค้าซึ่งยากที่ประเทศใดจะมาเลียนแบบ ซึ่งกรณีตัวอย่างของประเทศที่ดำเนินตามวิถีทางดังกล่าวจนประสบผลสำเร็จ
อย่างน่าชื่นชมคือ เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้สร้างตำนานในการดึงจุดเด่นทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวและภาพยนตร์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
          สำหรับประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีในการเกาะไปกับกระแสดังกล่าว เพราะรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้
เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดังกล่าวจากราว 900,000
ล้านบาทในปี 2551 เป็น 1.8 ล้านล้านบาทภายในปี 2555
          การค้าบริการจะมีบทบาทมากขึ้นคู่ขนานไปกับการค้าสินค้า คาดว่าประเทศต่างๆ จะใช้การค้าภาคบริการเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อย่างต่อเนื่องหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจผ่านพ้นไป ซึ่งนอกจากเป็นช่องทางช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการค้า
สินค้าแต่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำอีกด้วย สำหรับกรณีของประเทศไทย ธุรกิจบริการที่มีศักยภาพในการรองรับความต้องการ
ของตลาดและสามารถพัฒนาจนก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์กลางการค้าบริการของภูมิภาคได้แก่ บริการด้านการท่องเที่ยว บริการด้านสุขภาพ บริการด้าน
โลจิสติกส์ รวมทั้งบริการด้านการถ่ายทำและตัดต่อภาพยนตร์ เป็นต้น นอกจากนี้ไทยยังสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความสามารถ
ในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อต่อยอดกิจกรรมการผลิตที่มีอยู่เดิมให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยการพัฒนาและยกระดับการผลิตให้กลายเป็น
ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ศูนย์กลางการทดสอบคุณภาพสินค้าและศูนย์ซ่อมบำรุง รวมทั้งเป็นศูนย์กลาง
ในการประกอบและจัดส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ไปยังโรงงานต่างๆ ทั่วโลก เป็นต้น
           การลงทุนพัฒนาพลังงานทางเลือกเป็นสิ่งจำเป็น เป็นที่แน่ชัดว่าเชื้อเพลิงจากฟอสซิลนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงและมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ
เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นรอบใหม่ ส่งผลให้หลายประเทศมีแนวโน้มกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งเพื่อ
ทดแทนการนำเข้าและสร้างโอกาสสู่การผลิตเพื่อส่งออกสำหรับประเทศที่มีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆ จึงเริ่มจริงจังมาก
ขึ้นกับการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับพลังงานทดแทนและส่งเสริมการหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ โดยเฉพาะพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทนการใช้
พลังงานจากฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ ขณะเดียวกันคาดว่าการสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานจะคึกคักขึ้นท่ามกลางราคาพลังงานที่
จะกลับมาสูงขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Solar Cell ที่สามารถแปลงพลังงานจากแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานทั้ง
ในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการพัฒนา Eco-Car ซึ่งเป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานและ Hybrid-Car ที่ใช้พลังงานส่วนหนึ่ง
จากแบตเตอรี่ เพื่อลดการใช้พลังงานจากน้ำมันที่มีราคาแพงและก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนวัตกรรมที่มีส่วนช่วยเสริมและ
ต่อยอดการพัฒนาพลังงานทดแทนอีกทางหนึ่ง สำหรับประเทศไทยมีสินค้าในกลุ่มพลังงานทางเลือกที่มีอนาคตไกลและไทยมีศักยภาพ อาทิ ไบโอ
ดีเซลซึ่งคาดว่าความต้องการในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่การผลิตของไทยมีความพร้อมในการรองรับความต้องการใช้ในประเทศทั้งปัจจัย
สนับสนุนด้านวัตถุดิบ ตลอดจนแรงหนุนสำคัญจากนโยบายของรัฐบาลก็มีส่วนสำคัญในการปูพื้นฐานการพัฒนาให้กับอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของ
ประเทศ
          การลงทุนในต่างประเทศกลายเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับหนทางอยู่รอด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยเริ่มสูญเสียความสามารถ
ในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรและทางการประมง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก รวมถึงอุตสาหกรรมหนักบางประเภท
ที่เริ่มประสบข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ลงทุน ทั้งนี้เพื่อแสวงหาพื้นที่ที่เหมาะสม วัตถุดิบและแรงงาน รวมถึงเป็นการขยายตลาดไปยังประเทศที่เข้า
ไปลงทุนหรือใช้สิทธิพิเศษทางภาษีของประเทศที่เข้าไปลงทุนในการส่งออกไปยังประเทศอื่น ท่ามกลางกระแสการใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี
ผ่านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) ซึ่งประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วนำมาใช้อย่างแข็งขันขึ้น การลงทุนในต่าง
ประเทศจึงเป็นทางออกของผู้ประกอบการส่งออกในหลากหลายอุตสาหกรรมที่จะพบเห็นมากขึ้นในระยะต่อจากนี้ไป ขณะที่ผู้ประกอบการไทยส่วนหนึ่ง
มีประสบการณ์และมีความพร้อมในการเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ
          อย่างไรก็ตาม การค้าการลงทุนในปี 2553 มีปัจจัยที่ท้าทายผู้ประกอบการไทยอยู่รอบด้าน โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศที่เป็น
ตลาดหลัก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง นโยบายเศรษฐกิจของประเทศตลาดใหม่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่จะมีส่วนอย่างสำคัญ
ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการค้าของโลก การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและความผันผวนของเงินบาทในทิศทางแข็งค่าขึ้น ต้นทุนราคา
น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหลังจากเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัว ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งกำหนดทิศทางการค้าการลงทุนที่สำคัญยิ่งที่ต้อง
จับตามองอย่างใกล้ชิดในปี 2553

 
จำนวนคนอ่าน 281 คน

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด
ชื่อ/อีเมล์ ของคุณ
รายละเอียด
Home | About us | Our Magazine | Informedia Book | Business Training | Contact us