เทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตที่การส่งออกของไทยในแต่ละเดือนสูงถึง 15,000-17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การส่งออกของไทยเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ โดยในเดือนตุลาคม 2552
การส่งออกมีมูลค่า 14,812 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มขยับใกล้เคียงกับมูลค่าส่งออกในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ทั้งนี้ หากพิจารณา
รายละเอียดของมูลค่าส่งออกพบว่า การส่งออกของไทยไปจีนกำลังขยายตัวอย่างมาก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญประการหนึ่ง
ที่ทำให้การส่งออกโดยรวมของไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ
จีนเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมากจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ โดยเศรษฐกิจจีนชะลอการขยายตัวลงมาอยู่
ที่ระดับ 6.1% ในไตรมาสแรกปี 2552 ต่ำสุดในรอบ 17 ปี ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปจีนในช่วงดังกล่าวหดตัวอย่างรุนแรง
โดยในเดือนมกราคม 2552 มูลค่าส่งออกของไทยไปจีนอยู่ที่ราว 830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวลงกว่า 40% จากช่วงก่อนเกิด
วิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยเคยส่งออกไปจีนสูงถึง 1,400-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้น
เศรษฐกิจ (Stimulus Package) มูลค่า 4 ล้านล้านหยวน รวมถึงมาตรการอัดฉีดสินเชื่อมูลค่ามหาศาลเข้าสู่ระบบ ส่งผลให้เศรษฐกิจ
จีนฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 7.9% ในไตรมาส 2 และ 8.9% ในไตรมาส 3 ขณะที่หลายฝ่ายคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะกลับมา
ขยายตัวทะลุระดับ 10% อีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี 2552
ด้วยอานิสงส์จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนสามารถ
กลับมาขยายตัวได้อีกครั้งนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 เป็นต้นมา ด้วยมูลค่าส่งออกราว 1,400-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ไทยส่งออกได้ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของไทยไปจีนหลายรายการกลับมา
ขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดและทำลายสถิติมูลค่าส่งออกสูงสุดได้แล้ว อาทิ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องใช้ไฟฟ้า
ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นต้น
การส่งออกของไทยไปจีนที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าส่งออกของไทยไปจีนเทียบกับมูลค่าส่งออก
โดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในปี 2551 เป็น 10.2% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2552 ซึ่งเรียกได้ว่าไล่กวดบรรดาตลาดส่งออกหลัก
อื่นๆ ของไทยมาติดๆ ทั้งสหรัฐฯ (สัดส่วน 11.0%) และญี่ปุ่น (10.3%) และหากมองไปในระยะข้างหน้า แม้ว่ารัฐบาลจีนอาจต้อง
แตะเบรกเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่หน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญส่วนใหญ่เชื่อว่า เศรษฐกิจจีนจะ
ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ตรงข้ามกับประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งหลายซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะจาก
ปัญหาการว่างงานและหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังแก้ไม่ตก เมื่อประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน-จีน (ASEAN-
china FTA : ACFTA) ซึ่งกำหนดให้คู่เจรจาลดภาษีศุลกากรระหว่างกันให้เหลือ 0% สำหรับสินค้าปกติ (Normal List) ภายใน
วันที่ 1 มกราคม 2553 ก็น่าจะช่วยกระตุ้นการส่งออกไปจีนได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เชื่อว่าการส่งออกของไทยไปจีนจะมีบทบาท
สำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกโดยรวมของประเทศให้กลับมาเป็นฮีโร่หนุนนำเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง พร้อมๆ กับการที่จีนจะ
เปลี่ยนสถานะจากการเป็นตลาดส่งออกใหม่กลายมาเป็นตลาดส่งออกหลักที่สำคัญของไทยในอีกไม่ช้า